Thị trường tài chính biến động do đâu? Hiểu về Cầu và Cung để dự đoán giá chính xác hơn

ถ้าคุณเคยสงสัยว่าทำไมราคาหุ้นถึงขึ้นลงตลอดเวลา คำตอบอยู่ที่แรงปะทะระหว่างสองฝ่าย: อุปสงค์ อุปทาน ที่เป็นเหมือนสนามรบของแรงซื้อและแรงขาย สำหรับนักลงทุนที่จริงจังกับการเทรด การเข้าใจหลักการนี้ไม่ใช่ความรู้เพิ่มเติม แต่เป็นอาวุธสำคัญในการอ่านตลาดและเลือกจังหวะลงทุน

ก่อนอื่น อุปสงค์ อุปทาน คืออะไร?

อุปสงค์ อุปทาน คือพื้นฐานของการกำหนดราคาทุกตลาด โดยขยายความได้ว่า:

  • อุปสงค์ (Demand) = ความต้องการซื้อ ณ ราคาต่างๆ เมื่อราคาลดลง ปริมาณที่ผู้ซื้ออยากได้จะเพิ่มขึ้น เมื่อราคาสูงขึ้น ความต้องการก็ลดลง
  • อุปทาน (Supply) = ความต้องการขาย ณ ราคาต่างๆ เมื่อราคาเพิ่มขึ้น ผู้ขายยินดีเสนอสินค้าในปริมาณมากขึ้น เมื่อราคาต่ำ ปริมาณการขายก็ลดลง

ดุลยภาพ (Equilibrium) เกิดขึ้นที่จุดตัดของทั้งสองแรงนี้ - ที่ราคาและปริมาณที่ทำให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขายพอใจ ที่จุดนี้ ตลาดมีความเสถียร แต่เพียงครู่เดียว เพราะข่าวสาร ความรู้สึก และปัจจัยภายนอกอื่นๆ มักทำให้สมดุลนี้แตกหัก

ตลาดการเงินทำงานต่างกันอย่างไร?

ในตลาดหุ้นและสินทรัพย์ทางการเงิน อุปสงค์ อุปทาน มีขั้วเดียวกัน แต่ตัวแปรมีความซับซ้อนมากขึ้น:

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนอุปสงค์:

  • สภาพคล่องในระบบ (มีเงินหมุนเวียนมากหรือน้อย)
  • ความเชื่อมั่นของนักลงทุน (ทำนายเศรษฐกิจดีหรือไม่)
  • อัตราดอกเบี้ย (เมื่ออัตราต่ำ คนไปลงทุนในหุ้นมากขึ้น)
  • ผลประกอบการของบริษัท (หากดีขึ้น ความต้องการซื้อเพิ่ม)

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนอุปทาน:

  • นโยบายเพิ่มทุนหรือซื้อหุ้นคืน (เพิ่มทุน = หุ้นมากขึ้น = อุปทานเพิ่ม)
  • บริษัท IPO ใหม่เข้ามา (อุปทานในตลาดเพิ่มขึ้น)
  • การอำพรางการขายของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ช่วง Lockup Period)
  • ข้อบัญญัติของตลาด

วิธีอ่านสัญญาณ อุปสงค์ อุปทาน จากราคา

1. อ่านจากแท่งเทียน (Candle Stick)

  • แท่งเขียว (ราคาปิด > ราคาเปิด) = แรงซื้อแข็ง ระบบ Demand ชนะ
  • แท่งแดง (ราคาปิด < ราคาเปิด) = แรงขายแข็ง ระบบ Supply ชนะ
  • โดจิ (เปิดปิดเท่ากัน) = ทั้งสองฝ่ายปะทะเท่าๆ กัน ไม่ชัดเจนว่าไปทางไหน

2. อ่านจากแนวโน้ม

  • ถ้าราคาทำ จุดสูงใหม่เรื่อยๆ = Demand ยังแข็ง ราคาจะขึ้นต่อ
  • ถ้าราคาทำ จุดต่ำใหม่เรื่อยๆ = Supply ยังแข็ง ราคาจะลงต่อ
  • ถ้าราคา เคลื่อนในกรอบ = ทั้งสองฝ่ายเท่าเทียม รอปัจจัยใหม่

3. อ่านจากแนวรับ-แนวต้าน

  • แนวรับ (Support) = ที่ตั้งของแรงซื้อ ราคาลงมาถึงตรงนี้มักจะกลับขึ้น
  • แนวต้าน (Resistance) = ที่ตั้งของแรงขาย ราคาขึ้นมาถึงตรงนี้มักจะลงมา

เทคนิค Demand Supply Zone: ใช้จริงในการเทรด

เทคนิคนี้มองหาจุดที่ราคา เสียสมดุลอย่างรุนแรง แล้วเกิดการพักตัวในกรอบ ก่อนจะทำการกลับตัวหรือต่อเนื่องในทิศเดิม

2 รูปแบบหลัก:

1) การกลับตัว (Reversal)

  • DBR (Drop-Base-Rally): ราคาดิ่ง → พักตัว → ตัด Support ขึ้นไป
    • เข้าเทรดตอน Support ถูกทะลุขึ้น ตั้ง Stop Loss ต่ำกว่า Support
  • RBD (Rally-Base-Drop): ราคาวิ่งขึ้น → พักตัว → ตัด Resistance ลงมา
    • เข้าเทรดตอน Resistance ถูกทะลุลงมา ตั้ง Stop Loss เหนือ Resistance

2) การต่อเนื่อง (Continuation)

  • RBR (Rally-Base-Rally): ราคาวิ่งขึ้น → พักตัว → วิ่งขึ้นต่อ
    • เข้าเทรดตอน Resistance ของกรอบถูกทะลุขึ้น
  • DBD (Drop-Base-Drop): ราคาดิ่ง → พักตัว → ดิ่งต่อ
    • เข้าเทรดตอน Support ของกรอบถูกทะลุลงมา

เพิ่มเติม: ปัจจัยที่ส่งผลต่อ อุปสงค์ อุปทาน ในตลาดหุ้น

ปัจจัยมหภาค:

  • การเติบโตทางเศรษฐกิจ และ สถานการณ์การเมือง
  • นโยบายของธนาคารกลาง (เพิ่ม-ลดอัตราดอกเบี้ย)
  • ข้อมูลการจ้างงาน เงินเฟ้อ

ปัจจัยกิจการ:

  • งบการเงิน ผลประกอบการไตรมาส
  • ประกาศการบริหารจัดการ หรือ M&A
  • ข่าวเกี่ยวกับผู้บริหารใหญ่

ปัจจัยตลาด:

  • โฟลว์เงินของ Institutional Investor
  • การ Lock-up Release หลัง IPO
  • ปริมาณการซื้อขายและความผันผวน

สรุป

อุปสงค์ อุปทาน ไม่ใช่แค่ทฤษฎีหนังสือเรียน - มันคือกลไกที่ขับเคลื่อนราคาทั้งหมด นักเทรดที่สามารถอ่านสัญญาณเหล่านี้ได้ จะมีเปรียบเสียในการคาดการณ์เทิร์นโอเวอร์ของราคา การฝึกฝนเข้าใจแรงซื้อ-แรงขาย ผ่านการสังเกตแท่งเทียน แนวโน้ม และการนำ Demand Supply Zone มาใช้ จะช่วยให้คุณจับจังหวะได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงในแต่ละการเทรด

Xem bản gốc
Trang này có thể chứa nội dung của bên thứ ba, được cung cấp chỉ nhằm mục đích thông tin (không phải là tuyên bố/bảo đảm) và không được coi là sự chứng thực cho quan điểm của Gate hoặc là lời khuyên về tài chính hoặc chuyên môn. Xem Tuyên bố từ chối trách nhiệm để biết chi tiết.
  • Phần thưởng
  • Bình luận
  • Đăng lại
  • Retweed
Bình luận
0/400
Không có bình luận
  • Ghim