หน่วยงานตำรวจเกาหลีวางแผนกำหนดหลักเกณฑ์การยึดเงินลับตัวตน โดยในอีกห้าปีที่ผ่านมากำลังค้นหาและยึดทรัพย์สินดิจิทัลที่ประเมินมูลค่า 545 พันล้านวอน

BTC0.67%
ETH1.25%

สำนักงานตำรวจแห่งเกาหลี (KNPA) กำลังดำเนินการจัดทำแนวทางการบริหารจัดการของกลางทรัพย์สินดิจิทัลใหม่ ซึ่งจะเป็นครั้งแรกที่รวมถึงวิธีการจัดการกับ “สกุลเงินส่วนตัว” ตามรายงานของสื่อเกาหลีใต้ Asia Economy ตำรวจได้ร่างโครงสร้างคำสั่งที่เกี่ยวข้องเสร็จสิ้นแล้ว และได้บรรจุแผนการบริหาร “กระเป๋าเงินซอฟต์แวร์” เข้าเป็นข้อกำหนดอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการยึดและเก็บรักษาทรัพย์สินเข้ารหัสที่มีความเป็นส่วนตัวสูงในอนาคต การดำเนินการนี้ยังสะท้อนให้เห็นว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของเกาหลีใต้เร่งเสริมสร้างระบบการจัดการทรัพย์สินดิจิทัล หลังจากเกิดช่องโหว่ในการเก็บรักษาทรัพย์สินที่ยึดได้ในช่วงที่ผ่านมา

ทำไมต้องมีกฎใหม่? สกุลเงินส่วนตัวแตกต่างจากทรัพย์สินเข้ารหัสทั่วไป
ตาม Asia Economy ระบุว่า ในอดีตตำรวจมักเก็บรักษาทรัพย์สินดิจิทัลที่ยึดได้ด้วยกระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์ (cold wallet) แต่สำหรับสกุลเงินส่วนตัว วิธีนี้มักไม่เหมาะสม เนื่องจากบางสกุลเงินส่วนตัวต้องติดตั้งซอฟต์แวร์เฉพาะบนคอมพิวเตอร์หรือเซิร์ฟเวอร์ และสร้างกระเป๋าเงินภายในโปรแกรม ซึ่งกุญแจส่วนตัวมักจะถูกเก็บในไฟล์หรือสตริง ไม่ใช่การจัดการผ่านอุปกรณ์จริงแบบเดิม จึงทำให้รูปแบบการเก็บรักษาแตกต่างจากสินทรัพย์หลักอย่างบิทคอยน์ รายงานระบุว่าสิ่งนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ในแนวหน้าในอดีตต้องดำเนินการโดยไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจน จนต้องดำเนินการในลักษณะเกือบจะ “หลุดจากแนวปฏิบัติอย่างเป็นทางการ” ซึ่งเพิ่มความสับสนและความเสี่ยงในการปฏิบัติจริง

นอกจากนี้ สกุลเงินส่วนตัวเนื่องจากสามารถซ่อนข้อมูลผู้ทำธุรกรรมและจำนวนเงิน จึงถูกมองในระยะยาวว่าเป็นทรัพย์สินที่ง่ายต่อการใช้ในอาชญากรรมและการฟอกเงิน เคสคดีอาชญากรรมทางเพศใน “บ้าน N” ของเกาหลี รวมถึงกิจกรรมฟอกเงินด้วยทรัพย์สินดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ ก็เป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจต่อทรัพย์สินแบบไม่เปิดเผยตัวตนเหล่านี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ตำรวจแยกการบริหารสกุลเงินส่วนตัวออกเป็นแนวทางใหม่

ยอดยึดทรัพย์ในช่วง 5 ปี สูงถึง 54.5 พันล้านวอน
จากข้อมูล หากคำนวณตามราคาตลาด ณ วันที่ 17 รายงานระบุว่า ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ตำรวจเกาหลีใต้ได้ยึดทรัพย์สินดิจิทัลที่เป็นคดีที่ตัดสินแล้ว รวมมูลค่าประมาณ 54,500,000,000 วอน โดยประมาณ 50,700,000,000 วอนเป็นบิทคอยน์ และประมาณ 1,800,000,000 วอนเป็นอีเธอร์เรียม ซึ่งเป็นการประมาณจากคดีที่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายแล้วเท่านั้น หากรวมถึงกรณีที่ผู้ต้องหาปฏิเสธให้รหัสกระเป๋า ก็อาจมีมูลค่าการยึดที่สูงกว่านี้ นอกจากนี้ ราคาของทรัพย์สินดิจิทัลยังผันผวนอย่างรุนแรง ทำให้มูลค่าที่ประเมินอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงเวลา

ตำรวจเกาหลีใต้ให้สัมภาษณ์ว่า วิธีการดำเนินคดีได้เปลี่ยนไปแล้ว ในอดีตของกลางเป็นของจริงมักถูกล็อกไว้ในคลัง แต่ปัจจุบันต้องบริหารจัดการที่อยู่ของกระเป๋าและกุญแจส่วนตัว ซึ่งหมายความว่าทรัพย์สินดิจิทัลไม่ใช่แค่ผลตอบแทนจากอาชญากรรมรูปแบบใหม่ แต่ยังบีบให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายต้องสร้างกระบวนการตั้งแต่การยึด การเก็บรักษา ไปจนถึงการดูแลอย่างครบถ้วนใหม่

ตำรวจวางแผนเลือกบริษัทดูแลทรัพย์สินในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2026
นอกจากการปรับแนวทางแล้ว สำนักงานตำรวจแห่งเกาหลียังวางแผนให้เสร็จสิ้นการคัดเลือกผู้ให้บริการดูแลทรัพย์สินดิจิทัลภายนอกในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ในปี 2025 ตำรวจเกาหลีใต้เคยประกวดราคา 3 ครั้ง เพื่อหาองค์กรภายนอกที่สามารถรับช่วงดูแลทรัพย์สินที่ยึดได้ แต่ก็ล้มเหลว เนื่องจากบริษัทที่สมัครมีขนาดเล็กเกินไป ไม่มีความเสถียร และงบประมาณต่ำ รายงานระบุว่างบประมาณที่จัดสรรไว้ในปัจจุบันเพียง 83 ล้านวอน หรือประมาณ 55,600 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่องค์กรต้องรับผิดชอบ

สื่อเกาหลีอ้างความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญว่า หากหน่วยงานตำรวจแต่ละแห่งบริหารจัดการกระเป๋าและรหัสช่วยจำเอง ก็อาจเสี่ยงต่อช่องโหว่ในการควบคุมมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่ารัฐบาลควรพิจารณาสร้างกลไก “การดูแลแบบรวมศูนย์” ที่เป็นมืออาชีพ เพื่อบริหารจัดการทรัพย์สินดิจิทัลที่มีความเสี่ยงสูงในองค์กรเดียวกัน เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการควบคุมภายในและเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย

เหตุการณ์สูญหายของทรัพย์สินเป็นจุดเปลี่ยนแนวทางแก้ไขระบบ
การเร่งสร้างแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินดิจิทัลของเกาหลีใต้ยังเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ช่องโหว่ในการเก็บรักษาบิทคอยน์ของรัฐบาล เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา สำนักงานอัยการจังหวัดกวางจูพบว่ามีบิทคอยน์ประมาณ 320 BTC หายไปจากการตรวจสอบตามปกติที่ดำเนินการในเดือนสิงหาคม 2025 ต่อมาในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ อัยการระบุว่าบิทคอยน์ที่ถูกโจรกรรมได้ถูกส่งคืนโดยแฮกเกอร์ที่ไม่ทราบชื่อ และในวันที่ 10 มีนาคม อัยการประกาศว่าขายทรัพย์สินดังกล่าวแล้วและนำเงินประมาณ 31.59 พันล้านวอนส่งเข้าคลัง

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลในการเก็บรักษาทรัพย์สินดิจิทัลไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยและการควบคุมภายในที่สูงกว่าทรัพย์สินจริงแบบเดิม การร่างแนวทางใหม่ของตำรวจในครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การเสริมเทคนิค แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับยุคดิจิทัลและการขยายตัวของการยึดทรัพย์สินดิจิทัลในอนาคต

ดูต้นฉบับ
news.article.disclaimer
แสดงความคิดเห็น
0/400
ไม่มีความคิดเห็น